KJ รับตัดเพลทเหล็ก ด้วย CNC พร้อมเจาะรู ราคาถูก คุณภาพเยี่ยม

หจก.เค.เจ.เวียงทอง โรงงานผลิตเหล็กเพลท เพลทเหล็ก ตัดเจาะรู และงานตัด พับ ม้วนเหล็ก ตามขนาดที่ลูกค้าต้องการ เราเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2549 เราเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้นตามความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ เหล็กที่สามารถตัด เจาะได้ มีตั้งแต่ 1-200mm และสามารถตัดได้ทุกแบบทุกขนาด ด้วยเครื่อง CNC ที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ทรงกลม และรูปทรงอิสระอื่นๆ ตามความต้องการและการใช้งานของลูกค้า ไม่ว่าจะในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีความต้องการในเรื่องของการตัดเหล็ก พับ ม้วนเหล็ก 

เรารับผลิตเพลทเหล็ก ไม่ว่าจะมากหรือน้อย KJ ผลิตตามความต้องการของลูกค้า โดยสินค้าส่วนใหญ่ผลิตตามสั่ง ลูกค้าสามารถสั่งทำให้เหมาะสมกับงานของท่าน สามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่ได้เลยค่ะ

แล้วคุณรู้มั้ยว่าทำไมต้องใช้เพลทเหล็ก!!

เพลทเหล็ก ใช้ทำอะไรในงานโครงสร้างบ้าง?

เหล็กเพลท

เหล็กเพลท (Steel Plate) เป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงและทนทานสูง ทำให้มันเหมาะสมกับงานโครงสร้างหลายประเภท โดยเฉพาะในงานที่ต้องรองรับแรงกดทับหรือการเชื่อมต่อส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้าง เราสามารถใช้เหล็กเพลทในงานโครงสร้างได้หลากหลายประการ ดังนี้:

  1. ฐานราก (Foundation Plate)
    • การใช้: เหล็กเพลทมักจะถูกใช้เป็น ฐานราก หรือฐานรองรับน้ำหนักของเสา, คาน หรือเครื่องจักร เพื่อกระจายแรงที่เกิดขึ้นจากส่วนต่าง ๆ ให้กระจายไปยังพื้นที่ที่กว้างขึ้น ช่วยลดการเสียหายจากการรับแรงกดทับสูง
    • ประโยชน์: ช่วยในการกระจายแรงได้ดีและเพิ่มความมั่นคงให้กับโครงสร้างทั้งหมด
  2. การเชื่อมต่อ (Connection Plate)
    • การใช้: เหล็กเพลทสามารถใช้ใน การเชื่อมต่อ ระหว่างชิ้นส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้าง เช่น การเชื่อมต่อระหว่างคานกับเสาหรือระหว่างคานกับคาน โดยใช้สลักเกลียว, สลัก หรือเชื่อม
    • ประโยชน์: ช่วยให้การเชื่อมต่อระหว่างชิ้นส่วนต่าง ๆ มั่นคงและแข็งแรง เหมาะสำหรับโครงสร้างที่ต้องรับน้ำหนัก
  3. การสร้างเสา (Column Base Plate)
    • การใช้: ในโครงสร้างเหล็ก เสาอาจถูกยึดกับฐานรากด้วยเหล็กเพลทที่ทำหน้าที่เป็น ฐานของเสา (Column Base Plate) โดยเหล็กเพลทจะถูกยึดกับฐานรากและเสาเพื่อช่วยในการรับน้ำหนัก
    • ประโยชน์: ช่วยให้เสามีการยึดติดกับฐานรากอย่างมั่นคง เพิ่มความปลอดภัยและลดการเคลื่อนที่ของเสา
  4. แผ่นรองรับโครงสร้าง (Beam Support Plate)
    • การใช้: เหล็กเพลทมักจะถูกใช้เป็นแผ่น รองรับคาน หรือโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ต้องการการกระจายน้ำหนักหรือรองรับแรงจากการกดทับจากส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้าง
    • ประโยชน์: ช่วยเพิ่มความแข็งแรงในการรองรับและกระจายน้ำหนักจากคานและโครงสร้างอื่น ๆ ให้กระจายไปยังส่วนที่กว้างขึ้น
  5. แผ่นกันแรง (Shear Plate)
    • การใช้: เหล็กเพลทสามารถใช้ในการ รับแรงเฉือน (Shear) เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างเกิดการเคลื่อนที่หรือบิดเบี้ยว โดยการวางเหล็กเพลทในตำแหน่งที่รับแรงเฉือน
    • ประโยชน์: ช่วยป้องกันความเสียหายจากแรงเฉือนและช่วยให้โครงสร้างมีความมั่นคงสูง
  6. แผ่นปิดรอยต่อ (End Plate)
    • การใช้: เหล็กเพลทสามารถใช้ ปิดรอยต่อ ในโครงสร้าง เช่น การเชื่อมต่อระหว่างคานเหล็กหรือระหว่างเสาและคานเพื่อปิดให้สนิทและทำให้โครงสร้างแข็งแรง
    • ประโยชน์: ช่วยให้โครงสร้างมีความแน่นหนาและแข็งแรง ลดความเสี่ยงจากการหลุดหรือรั่วของส่วนประกอบต่าง ๆ
  7. การทำแผ่นรองรับเครื่องจักร (Machine Mounting Plate)
    • การใช้: ในบางกรณีที่ต้องการติดตั้งเครื่องจักรที่มีน้ำหนักมากหรือการเคลื่อนไหวเหล็กเพลทสามารถใช้เป็น แผ่นรองรับเครื่องจักร เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องจักรจะไม่เคลื่อนที่และยังคงมีความมั่นคง
    • ประโยชน์: เพิ่มความมั่นคงและทนทานให้กับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ติดตั้ง
  8. ป้องกันการเกิดรอยแตก (Crack Prevention Plate)
    • การใช้: เหล็กเพลทสามารถใช้ในการ ป้องกันการเกิดรอยแตก ในโครงสร้างที่อาจเกิดการรับแรงมากเกินไป หรือในจุดที่ต้องการเพิ่มความแข็งแรง เช่น ขอบของเสา
    • ประโยชน์: ช่วยให้โครงสร้างทนทานและลดความเสี่ยงจากการเกิดรอยแตกที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัย
  9. งานตกแต่ง (Decorative Plate)
    • การใช้: ในบางโครงสร้างเหล็กเพลทอาจถูกใช้ในงาน ตกแต่ง หรือทำเป็นส่วนประกอบเพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับโครงสร้าง เช่น การทำกรอบหน้าต่างหรือบานประตู
    • ประโยชน์: เพิ่มความสวยงามและมีความทนทานสูงในงานตกแต่งที่ต้องการความทนทาน
  10. ทำแผ่นกันชน (Guard Plate or Bumper Plate)
    • การใช้: เหล็กเพลทอาจถูกใช้ใน การทำแผ่นกันชน เพื่อป้องกันการกระแทกจากภายนอกในพื้นที่ที่เสี่ยง เช่น ที่จอดรถหรือทางเดินในโรงงาน
    • ประโยชน์: ช่วยลดความเสียหายจากการกระแทกและปกป้องส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างจากการเกิดความเสียหาย

สรุป

เหล็กเพลทมีความหลากหลายในการใช้งานในงานโครงสร้าง ทั้งในด้านการยึดติด การกระจายน้ำหนัก การเพิ่มความแข็งแรง หรือแม้กระทั่งการทำแผ่นตกแต่งให้กับโครงสร้าง ทำให้มันเป็นวัสดุที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับโครงสร้างต่าง ๆ การเลือกใช้เหล็กเพลทจะขึ้นอยู่กับประเภทของโครงสร้างและลักษณะการใช้งานที่ต้องการ

เพลทเหล็ก ใช้ในงานก่อสร้างประเภทไหนได้บ้าง?

เหล็กเพลท (Steel Plate) เป็นวัสดุที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในงานก่อสร้างโครงสร้างเหล็ก โดยเฉพาะใน งานก่อสร้างโรงงาน และงานก่อสร้างประเภทอื่น ๆ ที่ต้องการวัสดุที่มีความแข็งแรงและทนทานต่อการใช้งานหนักๆ ต่อไปนี้คือประเภทของงานก่อสร้างที่เหล็กเพลทมักถูกใช้:

  1. งานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม (Industrial Factory Construction)

    เหล็กเพลท งานก่อสร้างโรงงาน
    การใช้งานในงานก่อสร้างโรงงาน:
    • การทำฐานราก (Foundation): เหล็กเพลทถูกใช้ในการทำฐานรากหรือฐานรองรับอุปกรณ์เครื่องจักรที่ต้องการความแข็งแรงมาก เช่น ในการติดตั้งเครื่องจักรหนักหรือเครื่องจักรที่มีการเคลื่อนไหว
    • การติดตั้งคานและเสา: ในการก่อสร้างโครงสร้างเหล็กของโรงงาน ส่วนประกอบหลัก เช่น คานเหล็ก, เสาเหล็ก, และ ฐานราก มักจะใช้เหล็กเพลทเพื่อการเชื่อมต่อและการรองรับน้ำหนัก
    • แผ่นรองรับเครื่องจักร: เครื่องจักรในโรงงานที่มีน้ำหนักมากมักจะถูกติดตั้งบนแผ่นเหล็กเพลทเพื่อช่วยกระจายแรงและเพิ่มความเสถียรของเครื่องจักร
    • การเชื่อมต่อโครงสร้าง: ในการเชื่อมต่อระหว่างคานและเสาหรือระหว่างคานกับฐานราก เหล็กเพลทมักถูกใช้เป็น แผ่นเชื่อมต่อ (Connection Plate) เพื่อสร้างการเชื่อมต่อที่แข็งแรงและมั่นคง
    • การป้องกันแรงเฉือน: เหล็กเพลทสามารถใช้เป็น แผ่นกันแรงเฉือน ในส่วนของโครงสร้างที่ต้องรับแรงมาก เช่น การติดตั้งเสาหรือการยึดส่วนประกอบสำคัญ
  2. งานก่อสร้างสะพาน (Bridge Construction)
    การใช้งานในงานก่อสร้างสะพาน:
    • ฐานรองรับสะพาน (Bridge Base Plate): เหล็กเพลทจะถูกใช้ในการทำฐานรองรับเสาสะพานหรือฐานรองรับโครงสร้างหลักของสะพาน โดยช่วยกระจายน้ำหนักที่สะพานรับจากการจราจรหรือแรงกดจากพื้นผิว
    • แผ่นเชื่อมต่อ (Connection Plate): ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างสะพาน เช่น การเชื่อมต่อระหว่างคานสะพานกับเสาหรือระหว่างชิ้นส่วนเหล็กกับฐาน
    • การยึดและรองรับเสา: เหล็กเพลทสามารถใช้ในการยึดเสาของสะพานให้มั่นคงและเพิ่มความแข็งแรงให้กับโครงสร้างสะพาน
  3. งานก่อสร้างอาคารสูง (High-rise Building Construction)
    การใช้งานในงานก่อสร้างอาคารสูง:
    • ฐานเสา (Column Base Plate): สำหรับอาคารสูง, ฐานเสาเหล็ก ที่ยึดติดกับฐานรากมักใช้เหล็กเพลทเพื่อเพิ่มความแข็งแรงในการรับน้ำหนักอาคาร
    • การเชื่อมต่อคานและเสา: คานเหล็กและเสาเหล็กที่ใช้ในโครงสร้างอาคารสูงมักมีการใช้เหล็กเพลทในการเชื่อมต่อระหว่างส่วนต่างๆ เพื่อให้โครงสร้างมีความมั่นคง
    • แผ่นรองรับชั้นสูง: เหล็กเพลทสามารถใช้ในการรองรับน้ำหนักของชั้นต่างๆ โดยเฉพาะในชั้นที่มีการติดตั้งเครื่องจักรหรือระบบ HVAC (Heating, Ventilation, and Air Conditioning)
  4. งานก่อสร้างอาคารพาณิชย์และสำนักงาน (Commercial and Office Building Construction)
    การใช้งานในงานก่อสร้างอาคารพาณิชย์:
    • การเชื่อมต่อโครงสร้างเหล็ก: ใช้เหล็กเพลทในการเชื่อมต่อระหว่างคานเหล็กและเสาเหล็กเพื่อสร้างโครงสร้างที่แข็งแรง
    • การเสริมความแข็งแรงของผนัง: ในบางกรณี เหล็กเพลทสามารถใช้ในการเสริมความแข็งแรงให้กับผนังอาคาร เพื่อรองรับการใช้งานที่หนักขึ้น
    • การติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ: เหล็กเพลทสามารถใช้เป็นแผ่นฐานในการติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ระบบไฟฟ้า, แอร์คอนดิชัน หรือระบบดับเพลิง
  5. งานก่อสร้างโครงสร้างพิเศษ (Specialty Structure Construction)
    การใช้งานในโครงสร้างพิเศษ:
    • งานก่อสร้างแท่นขุดเจาะ (Drilling Platform): เหล็กเพลทใช้ในโครงสร้างของแท่นขุดเจาะน้ำมันหรือก๊าซในทะเล เพราะต้องทนต่อแรงกดและแรงกระแทกที่สูงจากคลื่นทะเล
    • งานก่อสร้างเรือ: เหล็กเพลทมักใช้ในการสร้างโครงสร้างของเรือหรืออุปกรณ์ทางทะเลต่าง ๆ เช่น เรือขนส่งหรือเรือพาณิชย์ โดยเฉพาะในการทำฐานรองรับและส่วนประกอบหลัก
  6. งานก่อสร้างโรงงานผลิตเหล็กและโลหะ (Steel Manufacturing and Metal Processing Facilities)
    การใช้งานในงานก่อสร้างโรงงานผลิตเหล็ก:
    • ฐานรองรับเครื่องจักรหนัก: ในโรงงานผลิตเหล็กและโลหะ, เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตต้องการการรองรับที่แข็งแรง เหล็กเพลทมักใช้ในการติดตั้งเครื่องจักรเพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องจักรจะไม่เคลื่อนที่และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • การติดตั้งระบบท่อและถังเก็บ: เหล็กเพลทสามารถใช้เป็นแผ่นรองรับในการติดตั้งระบบท่อหรือถังเก็บในโรงงานที่ต้องรองรับสารเคมีหรือของเหลวที่มีน้ำหนักมาก
  7. งานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค (Infrastructure Construction)
    การใช้งานในงานก่อสร้างสาธารณูปโภค:
    • การก่อสร้างถนนและทางรถไฟ: เหล็กเพลทถูกใช้ในงานเสริมฐานทางถนนหรือรางรถไฟ โดยเฉพาะในงานที่ต้องรองรับน้ำหนักจากรถยนต์หรือขบวนรถไฟที่มีน้ำหนักมาก
    • การติดตั้งระบบน้ำและท่อ: ในการก่อสร้างระบบน้ำหรือท่อเหล็กที่ใช้สำหรับระบบสาธารณูปโภค เหล็กเพลทจะใช้ในการเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างหรือท่อเหล่านั้น

สรุป
เหล็กเพลทมีบทบาทสำคัญในงานก่อสร้างหลายประเภท โดยเฉพาะในงานก่อสร้างโรงงานและอุตสาหกรรมที่ต้องการวัสดุที่แข็งแรงและทนทานต่อแรงกดทับและการใช้งานหนัก นอกจากนี้ยังมีการใช้เหล็กเพลทในงานก่อสร้างสะพาน, อาคารสูง, งานโครงสร้างพิเศษ, และระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เพื่อเสริมความแข็งแรงและความมั่นคงให้กับโครงสร้างทั้งหมด

เพลทเหล็ก งานก่อสร้างโครงสร้าง

เพลทเหล็ก มีประโยชน์อย่างไร?

ส่วนใหญ่เพลทเหล็กจะนำมาใช้กับงานก่อสร้างโครงสร้างเป็นหลัก โดยจะถูกคำนวนจากวิศวกรผู้ออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งาน เนื่องจาก เหล็กเพลทมีความสำคัญต่อโครงสร้างเป็นอย่างมาก

แผ่นเหล็กเพลท (หรือที่เรียกว่า Steel Plate or Base Plate) มีประโยชน์หลักๆ ในการก่อสร้างเพื่อช่วยในการเสริมความมั่นคงและรองรับน้ำหนักที่ดีขึ้นจากโครงสร้างอื่นๆ โดยมีคุณสมบัติและประโยชน์ดังนี้:

  1. รองรับและกระจายน้ำหนัก: แผ่นเหล็กเพลททำหน้าที่ในการกระจายน้ำหนักจากเสาไปยังพื้นหรือฐานรากได้ดีขึ้น ช่วยลดการกดทับที่จุดเดียวและช่วยให้โครงสร้างมีความมั่นคง
  2. เสริมความแข็งแรงให้กับเสา: การใช้แผ่นเหล็กเพลทที่หัวเสาช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเสาและฐานรากของอาคาร โดยเฉพาะในโครงสร้างที่ต้องรับน้ำหนักมาก
  3. เจาะรูแบบปรับระดับได้: ในบางกรณีแผ่นเหล็กเพลทสามารถปรับระดับได้ ซึ่งจะช่วยให้โครงสร้างมีความเสถียรในกรณีที่เกิดการเคลื่อนตัวของพื้นหรือฐานราก
  4. ช่วยในเรื่องการติดตั้ง: แผ่นเหล็กเพลททำให้การติดตั้งเสาในพื้นที่ต่างๆ ง่ายขึ้น โดยช่วยให้การยึดเกาะระหว่างเสาและฐานรากทำได้ดีขึ้น
  5. ป้องกันการกัดกร่อน: บางแผ่นเหล็กเพลทมีการเคลือบป้องกันการกัดกร่อน เพื่อให้สามารถใช้งานได้นานในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นหรือสารเคมี

การใช้แผ่นเหล็กเพลท จึงเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับโครงสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่ต้องรองรับน้ำหนักมาก

การใช้แผ่นเหล็กเพลท เพิ่มความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับโครงสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้าง

ทำไมเหล็กเพลทต้องมีความหนาที่แตกต่างกัน?

ความหนาของ เหล็กเพลท (Steel Plate) มีผลต่อคุณสมบัติและการใช้งานในโครงสร้างต่าง ๆ อย่างมาก โดยการเลือกความหนาที่เหมาะสมสามารถส่งผลต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยของโครงสร้าง รวมถึงการรับน้ำหนักและความทนทานในการใช้งาน นี่คือผลลัพธ์ที่แตกต่างเมื่อความหนาของเหล็กเพลทแตกต่างกัน:

  1. ความแข็งแรงในการรับน้ำหนัก
    • เหล็กเพลทหนา: เหล็กเพลทที่มีความหนามากจะสามารถรับน้ำหนักได้มากขึ้น เนื่องจากมีพื้นที่สัมผัสและความแข็งแรงที่สูงกว่า เหมาะกับการใช้งานที่ต้องรองรับแรงกดทับหรือน้ำหนักมาก เช่น การรองรับเสา หรือส่วนประกอบโครงสร้างที่ต้องรับภาระหนัก
    • เหล็กเพลทบาง: หากใช้เหล็กเพลทที่บางเกินไปในการรองรับน้ำหนักที่สูง อาจทำให้เกิดการเสียหายหรือการยุบตัวของเหล็กได้ง่าย ทำให้โครงสร้างไม่มั่นคง
  2. การต้านทานต่อการโก่งตัว (Bending)
    • เหล็กเพลทหนา: การใช้เหล็กเพลทที่หนาจะช่วยเพิ่มความต้านทานต่อการโก่งตัวหรือการบิดเบี้ยวจากแรงกดทับหรือแรงบิด ซึ่งสำคัญมากในโครงสร้างที่ต้องการความมั่นคงสูง เช่น คานเหล็กหรือฐานราก
    • เหล็กเพลทบาง: เมื่อใช้เหล็กเพลทบางในการทำงานกับแรงที่สูง อาจทำให้เหล็กเพลทโค้งงอหรือบิดเบี้ยวได้ง่าย
  3. การทนทานต่อการกัดกร่อน
    • เหล็กเพลทหนา: ความหนาของเหล็กเพลทไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการกัดกร่อน แต่ว่าเหล็กเพลทหนามักจะทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่มีการสึกกร่อนจากน้ำหรือสารเคมีได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับเหล็กเพลทบาง เนื่องจากความหนาจะช่วยให้สามารถเคลือบหรือทนต่อการกัดกร่อนได้ยาวนานกว่า
    • เหล็กเพลทบาง: ในกรณีที่เหล็กเพลทบาง มีการกัดกร่อน อาจเกิดการเสื่อมสภาพได้เร็วกว่าที่มีความหนามาก
  4. ความยืดหยุ่นในการตัดและเชื่อม
    • เหล็กเพลทหนา: การตัดหรือเชื่อมเหล็กเพลทหนาจะยากขึ้น ต้องใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและแรงงานมากขึ้น นอกจากนี้การเชื่อมเหล็กเพลทหนาก็จะใช้เวลานานและต้องการเทคนิคพิเศษในการเชื่อมให้ได้ผลลัพธ์ที่แข็งแรง
    • เหล็กเพลทบาง: การตัดและเชื่อมเหล็กเพลทบางจะง่ายและรวดเร็วกว่า เนื่องจากสามารถใช้เครื่องมือที่เบากว่าและลดเวลาในการทำงานได้
  5. ต้นทุนการผลิตและการติดตั้ง
    • เหล็กเพลทหนา: การใช้เหล็กเพลทที่มีความหนามากมักจะมีต้นทุนในการผลิตและการขนส่งที่สูงขึ้น เนื่องจากต้องใช้วัสดุมากขึ้นและต้องใช้กระบวนการผลิตที่ซับซ้อนกว่า
    • เหล็กเพลทบาง: การใช้เหล็กเพลทบาง มีต้นทุนที่ต่ำกว่าในด้านการผลิตและการขนส่ง แต่หากไม่เลือกให้เหมาะสมกับการใช้งาน อาจทำให้เกิดความเสียหายได้
  6. ผลต่อการคำนวณโครงสร้าง
    • เหล็กเพลทหนา: เมื่อใช้เหล็กเพลทที่หนาในการคำนวณโครงสร้างจะช่วยเพิ่มค่าในการรับน้ำหนักที่สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้โครงสร้างมีขนาดใหญ่ขึ้นและแข็งแรงขึ้น โดยที่ต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ในการออกแบบ
    • เหล็กเพลทบาง: หากใช้เหล็กเพลทบางในการคำนวณโครงสร้าง จะต้องคำนึงถึงการรับน้ำหนักที่เหมาะสม เพราะมีโอกาสที่โครงสร้างจะเกิดความเสี่ยงจากการรับภาระที่มากเกินไป
  7. ความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการใช้งาน
    • เหล็กเพลทหนา: เหล็กเพลทหนาจะคงความคงทนและมั่นคงในการใช้งานในระยะยาว แต่จะไม่สามารถโค้งงอได้ง่าย ทำให้มีความยืดหยุ่นน้อยกว่า
    • เหล็กเพลทบาง: เหล็กเพลทบางสามารถโค้งงอได้มากกว่า ทำให้มีความยืดหยุ่นมากกว่า เหมาะสำหรับงานที่ต้องการการเคลื่อนไหวหรือการปรับตำแหน่งบ่อยครั้ง

สรุปผลลัพธ์ที่เกิดจากความหนาของเหล็กเพลท:

  • เหล็กเพลทหนา: แข็งแรงและทนทานต่อการรับน้ำหนักมาก, ทนต่อการโก่งตัว, ทนทานต่อการกัดกร่อน, มีต้นทุนสูงในการผลิตและติดตั้ง
  • เหล็กเพลทบาง: ต้นทุนต่ำกว่า, ใช้งานง่าย, เหมาะกับงานที่มีความยืดหยุ่นในการออกแบบ แต่ไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้มากหรือทนต่อแรงกดทับสูง

การเลือกใช้เหล็กเพลทที่มีความหนาต่างๆ ควรพิจารณาจากความต้องการในด้านการรับน้ำหนัก, ความปลอดภัย, การติดตั้ง และต้นทุนในการผลิต รวมถึงประเภทของโครงสร้างที่ต้องการออกแบบ

แล้วรูรี รูกลมที่เจาะกันนั้น มีผลต่อโครงสร้างอย่างไร?

การเลือกใช้ เหล็กเพลทเจาะรู Slot และ เหล็กเพลทเจาะรูกลม (Round Hole) มีความแตกต่างกันในแง่ของการใช้งาน และลักษณะการยึดติดชิ้นส่วนในโครงสร้าง ดังนี้:

  1. เหล็กเพลทเจาะรู Slot (Slot Hole):
    ลักษณะของรู Slot:
      • รูที่มีลักษณะยาวและแคบ ซึ่งทำให้สามารถขยับหรือปรับตำแหน่งของชิ้นส่วนที่ยึดเข้ากับเหล็กเพลทได้
      • รู slot มักจะถูกเจาะในลักษณะยาวและมีขอบเรียบ เพื่อให้สามารถปรับตำแหน่งของสกรูหรือส่วนประกอบอื่นๆ ได้ในแนวทางหนึ่ง
    คุณสมบัติและประโยชน์ในโครงสร้าง:
      • การปรับตำแหน่ง: เหล็กเพลทที่มีรู slot ช่วยให้สามารถปรับตำแหน่งของชิ้นส่วนที่ยึดเข้าด้วยกันได้ ทำให้การติดตั้งมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับระดับหรือระยะห่างระหว่างชิ้นส่วนต่างๆ ได้ตามต้องการ
      • การยึดที่ยืดหยุ่น: รู slot สามารถใช้ในการติดตั้งที่ต้องการความยืดหยุ่นในการปรับตำแหน่งของชิ้นส่วนหลังจากติดตั้ง เช่น การปรับระดับของโครงสร้างหรือเครื่องจักร
      • การขยายหรือปรับตำแหน่งในภายหลัง: ในกรณีที่ต้องการการปรับตำแหน่งของโครงสร้าง เช่น การติดตั้งรางเกียร์ หรือการตั้งค่าระยะห่างระหว่างชิ้นส่วนต่าง ๆ
      • ช่วยในการลดแรงกดทับ: รู slot ช่วยให้การกระจายแรงในโครงสร้างมีความสมดุลมากขึ้น โดยที่แรงจะไม่กระจุกตัวอยู่ที่จุดเดียว
    ตัวอย่างการใช้งาน:
      • ใช้ในโครงสร้างที่ต้องการการปรับเปลี่ยนหรือการเคลื่อนที่ เช่น การติดตั้งแผ่นเหล็กบนฐานที่ต้องการความยืดหยุ่นในการปรับตำแหน่ง
      • การติดตั้งรางเลื่อนหรือการติดตั้งเครื่องจักรที่ต้องการการปรับระดับ
  2. เหล็กเพลทเจาะรูกลม (Round Hole):
    ลักษณะของรูกลม:
      • รูที่มีลักษณะกลม ซึ่งเจาะให้มีขนาดตรงตามที่ต้องการ และเป็นรูที่สามารถยึดสกรูหรือสลักเกลียวได้
        รูกลมมักจะเจาะด้วยดอกเจาะปกติ และรูที่ได้จะมีขนาดที่แน่นอนตามขนาดดอกเจาะ
    คุณสมบัติและประโยชน์ในโครงสร้าง:
      • การยึดที่มั่นคง: รูกลมสามารถยึดสกรูหรือส่วนประกอบอื่นๆ ได้แน่นหนาและมั่นคง เหมาะสำหรับการติดตั้งที่ต้องการความแข็งแรงและการยึดติดที่ไม่สามารถเคลื่อนที่หรือปรับตำแหน่งได้หลังจากการติดตั้ง
      • ความแม่นยำสูง: การเจาะรูกลมสามารถทำได้แม่นยำในขนาดที่ต้องการ ซึ่งช่วยให้การประกอบโครงสร้างมีความแน่นหนาและมั่นคง
      • การรับน้ำหนักที่สูง: รูกลมที่เจาะอย่างแม่นยำช่วยให้การรับน้ำหนักจากการยึดสกรูหรือชิ้นส่วนอื่นๆ มีความมั่นคงสูง และทนทานต่อแรงต่างๆ
      • เหมาะกับโครงสร้างถาวร: เหมาะกับการใช้ในงานที่ไม่ต้องการการปรับตำแหน่งหลังจากติดตั้ง เช่น การยึดเสา คาน หรือส่วนประกอบโครงสร้างอื่นๆ ที่ต้องการความคงทนและความมั่นคงสูง

    ตัวอย่างการใช้งาน:

      • ใช้ในงานที่ต้องการความมั่นคงสูง เช่น การติดตั้งเสา, คาน หรือโครงสร้างที่ต้องการยึดติดแบบถาวร
      • การยึดเหล็กเสริมในโครงสร้างคอนกรีต หรือการยึดชิ้นส่วนเครื่องจักรที่ไม่ต้องการการเคลื่อนที่

ความแตกต่างระหว่างเหล็กเพลทที่เจาะรู Slot และ รูกลม:

  1. การปรับตำแหน่ง:
    • รู Slot: สามารถปรับตำแหน่งของชิ้นส่วนที่ยึดได้หลังจากการติดตั้ง ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการความยืดหยุ่นในการปรับระดับหรือระยะห่าง
    • รูกลม: ไม่มีความยืดหยุ่นในการปรับตำแหน่งหลังจากการติดตั้ง เพราะมีความแม่นยำสูงในการยึดและยึดติดในตำแหน่งที่แน่นอน
  2. การรับน้ำหนัก:
    • รู Slot: อาจไม่รับน้ำหนักได้ดีเท่ารูกลม เนื่องจากรู Slot มักจะเป็นรูยาว ทำให้แรงที่กระทำจากชิ้นส่วนที่ยึดอาจไม่กระจายได้ดีเท่ากับรูกลม
    • รูกลม: สามารถรับน้ำหนักได้ดีและมั่นคง เนื่องจากรูที่มีขนาดตรงตามมาตรฐานและสามารถกระจายแรงได้ดี
  3. การใช้งาน:
    • รู Slot: เหมาะกับงานที่ต้องการการปรับเปลี่ยนตำแหน่งหรือการปรับระดับ เช่น การติดตั้งแผงราง, รางเลื่อน หรือการติดตั้งเครื่องจักรที่ต้องการการปรับระดับ
    • รูกลม: เหมาะกับงานที่ต้องการการยึดติดอย่างมั่นคง เช่น การยึดเสา คาน หรือโครงสร้างที่ไม่ต้องการการปรับตำแหน่งหลังจากการติดตั้ง
  4. การผลิต:
    • รู Slot: การเจาะรู slot ต้องการความแม่นยำในการเจาะเพื่อให้ได้ขนาดที่เหมาะสมและมีขอบเรียบ
    • รูกลม: การเจาะรูกลมจะทำได้เร็วและง่ายกว่าการเจาะรู slot โดยไม่ต้องการความซับซ้อนในการผลิต

สรุป

  • เหล็กเพลทที่เจาะรู Slot เหมาะสำหรับงานที่ต้องการการปรับตำแหน่งหรือการปรับระดับ เช่น การติดตั้งที่ต้องการความยืดหยุ่นและการเคลื่อนที่ของชิ้นส่วน
  • เหล็กเพลทที่เจาะรูกลม เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความมั่นคงและการยึดติดที่แข็งแรง เช่น การยึดโครงสร้างที่มีความถาวรและทนทาน

การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและความต้องการในการยึดติดหรือปรับตำแหน่งของชิ้นส่วนในโครงสร้าง

 

KJ ให้บริการตัด เจาะรู เหล็กเพลท ด้วยเครื่อง CNC

 

KJ ให้บริการตัด เจาะรู เหล็กเพลท ด้วยเครื่อง CNC

 

หากท่านกำลังมองหาผู้ผลิตแผ่นเหล็กเพลท ตัด เจาะรู เหล็กเพลท ติดต่อ KJ ได้เลย
เราเป็นโรงงานผู้ผลิตเพลทเหล็ก พร้อมเจาะรู กลม รูรี ด้วย เครื่อง CNC ที่มีความแม่นยำสูง งานจึงออกมาสวย เนี๊ยบ อีกทั้ง KJ ยังสามารถผลิตเหล็กเพลทที่มีความหนาตั้งแต่ 1-200mm เลยทีเดียว อีกทั้งยังสามารถตัดได้ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ และตัดได้หลายรูปทรงตามความต้องการของโครงสร้างที่ลูกค้าใช้งานอีกด้วย

 

มากกว่าการตัดเพลทเหล็ก เพราะ KJ เราให้บริการแบบครบวงจร

เพราะ KJ หรือ หจก. เค เจ. เวียงทอง ของเราไม่ได้มีดีแค่การตัดเพลทเหล็กเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการให้บริการงานเหล็กแบบครบวงจร ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าแบบ “มาที่เดียวจบครบทุกอย่าง” ไม่ว่าคุณจะต้องการงานเหล็กแบบไหน เรามีบริการที่พร้อมจัดการให้ทั้งหมดตั้งแต่ขั้นตอนการ ตัด เจาะ พับ ม้วน ไปจนถึงการผลิตชิ้นงานเหล็กสำเร็จรูปที่พร้อมใช้งาน ซึ่งจะประกอบไปด้วย

    • บริการเหล็กพับ ที่แม่นยำและหลากหลาย KJ ของเราให้บริการพับเหล็กหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นตัว L, ตัว U, ตัว Z หรือรูปทรงพิเศษที่ลูกค้าสามารถกำหนดได้ด้วยตัวเอง โดยสามารถพับเหล็กได้ทั้งเหล็กแผ่นเรียบและเหล็กแผ่นลาย รองรับความหนาของเหล็กตั้งแต่แผ่นบางไปจนถึงแผ่นหนา

      บริการพับเหล็ก ตัว L, ตัว U, ตัว Z

    • บริการเหล็กม้วน สำหรับโครงสร้างที่หลากหลาย โดยงานม้วนเหล็กของ KJ เราเน้นถึงความครอบคลุมการใช้งานที่หลากหลาย เช่น การม้วนเหล็กเป็นท่อ วงกลม หรือรูปทรงกระบอกที่ต้องการเส้นผ่าศูนย์กลางเฉพาะ สำหรับการรองรับงานโครงสร้างและอุตสาหกรรมต่าง ๆ

      งานม้วนเหล็กของ KJ

    • บริการอุปกรณ์ยึดโครงสร้าง กับเพลทเหล็ก ไม่เพียงแต่เพลทเหล็กเท่านั้น แต่เรายังมีอุปกรณ์ Jbolt, Lbolt, AnchorBolt, Stud, สกรู และ น็อต ที่จำเป็นสำหรับการใช้ควบคู่กับเพลทเหล็กเหล่านี้เช่นเดียวกัน

      อุปกรณ์ Jbolt, Lbolt, AnchorBolt, Stud, สกรู และ น็อต

  • ผลิตสินค้าตามแบบ งานผลิตจากเหล็กเพลท เพลทเหล็ก เชื่อมเหล็ก ตัด พับ ม้วนเหล็ก

    งานผลิตจากเหล็กเพลท เพลทเหล็ก เชื่อมเหล็ก ตัด พับ ม้วนเหล็ก

ลูกค้ามาที่เดียวจบครบทุกอย่างที่ต้องการทั้ง เพลทเหล็กตัด เจาะรู Jbolt Lbolt Anchorbolt Ibolt สกรู น๊อต เหล็กตัด พับ ม้วน ตามขนาดที่ต้องการ สั่งผลิตได้ตามแบบ ราคาถูก คุณภาพดี เปิดมานานตั้งแต่ปี 2549 ทำให้เรามีลูกค้ามากมายทั่วประเทศ ไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ที่ไหน เราสามารถจัดส่งได้ทุกที่ทั่วไทย สนใจติดต่อได้เลยค่ะ

หากต้องการด่วน ลูกค้าสามารถแจ้งกับเจ้าหน้าที่ได้ เพื่อให้งานของไม่สะดุด KJ ยินดีให้บริการลูกค้าทุกท่าน

สนใจสินค้าหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อเรา

LineID : @kj1615
Tel : 089-8977284, 086-3135913, 02-4901616, 02-4901733
Facebook : facebook.com/kj1615